แขวนสูท...โดดคลุกเกษตรอินทรีย์

Daily News Thailand - - วิถีชีวิต -

บำารุง ป้องกันและรักษาโรคต่างโ ๆ ของคนเรา แต่เป็นที่น่าเสียดาย็ ่ ที่คนไทย่ ไ ปัจจุบันนิยมบริโภคข้าวขัดขาวซึ่งเป็นข้าวที่ถูกเอาคุณค่าออกไปเกือบทั้งหมด จนไม่ค่อยเหลืออะไร ธ “ผมมีโอกาสได้คุยกับเกษตรกรที่ประสบความสำาเร็จในวิถีเกษตร อินทรีย์ อย่างคุณโจน จันได หรือปราชญ์ชาวบ้านอย่างอาจารย์ชาตรี ต่วนศรีแก้ว ซึ่งการที่ได้รับฟังแนวคิดจากคนต้นแบบเหล่านี้ ทำาให้ผมเกิด ความเชื่อว่าการทำานาแบบอินทรีย์ สามารถทำาแล้วอยู่ได้ ตรงนี้มันเป็น แรงผลักดันให้เราลงมือทำาอย่างจริงจัง ตอนนั้นมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ ที่ดินจำานวน 20 ไร่ บริเวณไร่สันต้นปุย รวมกับที่ดินจำานวน 15 ไร่ ของ พี่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีแนวความคิดแบบเดียวกัน เราก็เลยมาช่วยกันทำานา ที่ไร่แห่งนี้” ...หมอเม้งเท้าความที่มาที่ไปของ “ไร่สันต้นปุย” ซึ่งที่นี่เป็นพื้นที่ ที่เอื้อต่อการทำาเกษตรกรรม ด้วยตั้งล้อมรอบขุนน้ำาโป่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำาสำาคัญ ของการทำาการเกษตรในพื้นที่ อ.แม่สาย

ทว่า ความรู้มากมายที่เป็นทฤษฎี เมื่อนำามาใช้จริงก็พบว่าไม่สามารถ ใช้ได้ทั้งหมด เพราะการทำาเกษตรอินทรีย์ คนทำาต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมด้วย เรียกว่าคนที่ทำาต้องเขียนตำาราเองขึ้นมาใหม่ และต้องลงมือทำาด้วยตัวเองจึง จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ ธธ “สิ่งสำาคัญ คือ ดินกับน้ำา ซึ่งเราต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ ของสิ่งเหล่านี้ อะไรบ้างที่อยู่กับเราในพื้นดินนี้ ทั้งที่เรามองเห็นและมอง ไม่เห็น อย่างจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินของเราตอนที่เราเริ่มต้น มัน เสื่อมโทรมจากเกษตรกรรมแบบพึ่งสารเคมี จากการเผา จนไม่ค่อยเหลือ แร่ธาตุอะไรที่จะมาบำารุงพืช ตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เรื่องดินที่ดีพอ บอกไม่อายเลยนะ ครั้งแรกปลูกพืชบำารุงดินอย่างปอเทืองยังไม่ขึ้นเลย (หัวเราะ) นี่ก็เพราะเราไม่เข้าใจ”

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ที่เขามุ่งมั่นที่จะหาหนทางทุกวิธีใน การพลิกฟื้นผืนดินที่เสื่อมโทรม ให้กลับมาเป็นผืนดินที่มีความ อุดมสมบูรณ์ขึ้น เขายอมรับว่า ไม่ง่าย และเหนื่อยสายตัวแทบขาด รวม ถึงต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวแบบนับไม่ถ้วน!!!

หมอเม้งเล่าว่า ตอนปลูกข้าวครั้งแรก จำาได้ว่าพอตื่นมาต้นข้าว ในนาหายไป 30% แค่ชั่วข้ามคืน ต้นข้าวถูกหอยเชอรี่กินเรียบ (หัวเราะ) บทเรียนครั้งนั้นทำาให้เรียนรู้ว่าเกษตรกรรมไม่เหมือนงานอย่างอื่น ที่ใส่ วัตถุดิบเข้าไปแล้วจะเป็นไปตามขั้นตอน 1-2-3 อีกทั้งการทำาเกษตรยังมี อุปสรรคจากดิน ฟ้า อากาศ ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ชนิดที่เรียกว่ามี ปัญหาให้แก้ทุกวัน แต่เขาก็ใจแข็งที่จะไม่เดินทางลัดอย่างการใช้สารเคมี “ความล้มเหลว ทำาให้รู้ว่า เรายังเตรียมตัวไม่ดีพอ มันทำาให้ ผมเรียนรู้ว่า เรายังมีความเข้าใจกับมันน้อยเกินไป สุดท้ายก็ได้เรียน รู้ว่า สิ่งมีชีวิตต้องควบคุมโดยสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง อย่างหอยเชอรี่ ผมก็แก้ปัญหาโดย การเลี้ยงเป็ดเพื่อใช้ จัดการกับหอยและ แมลงศัตรูพืชอื่น ๆ โดยตอนนี้ก็เลี้ยงไว้ 30-40 ตัว ซึ่งนอก จากจะใช้กำาจัดศัตรู พืชแล้วยังได้ของ แ ถ ม เ ป็ น ไ ข่ เ ป็ ด สำาหรับบริโภค และ ยังสร้างรายได้ได้อีก” ...เขากล่าว

และยังระบุอีก ว่า หลังการเก็บเกี่ยว่ ที่ไร่นี้ก็จะไม่เผาตอฟางไ่ ้ ไ เพราะยิ่งเผาแร่ธาตุหน้า ดินก็ยิ่งเสีย ซึ่งผลจากทำางานในการฟื้นชีพผืนดินให้กลับมามีความอุดม สมบูรณ์ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมนิลที่เขาปลูก มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ จาก 300 กิโลกรัม ในปัจจุบันก็สามารถเพิ่มเป็น 700 กิโลกรัม ต่อไร่ได้แล้ว ทั้งนี้ หมอเม้งบอกว่า แม้การเกษตรแบบอินทรีย์จะได้ผลผลิต ต่อไร่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่อีกมุมหนึ่งก็ช่วยลดโอกาสขาดทุนให้กับ เกษตรกร เพราะเป็นการทำานา ทำาเกษตร ที่ไม่ต้องลงทุนสูง

“สิ่งที่ผมเห็นได้ชัด ที่แตกต่างจากเกษตรเคมี คือ เกษตรเคมี ยิ่งทำายิ่งใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในมุมของนักบริหารแบบผมแล้ว หมายถึงเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนที่สูงขึ้นตลอดเวลา แต่เกษตรอินทรีย์ ยิ่ง ทำายิ่งใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลดลง เพราะว่าดินมันอุดมสมบูรณ์มากขึ้นแล้ว ทำาให้ต้นทุนการปลูกลดลงตามไปด้วย”

แผนชีวิตในอนาคตกับการทำาการเกษตรนั้น หมอเม้งบอกว่า หวัง จะพัฒนาไร่ใน 2 ทิศทาง คือ ประการแรก ให้เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ เป็นประโยชน์ในแนวทางที่ปลอดภัย และเป็น แหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชน ธ อีกประการคือ อยากให้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนเพื่อมอบประสบการณ์ทั้ง กายและใจให้กับผู้มาเยือน และเพื่อให้ได้เรียนรู้ความหมายของการ อยู่ ร่วมกันกับธรรมชาติ รวมถึงอยากให้ทุกคนเคารพทุกชีวิตและธรรมชาติ ที่เป็นหนึ่งเดียวกันของโลกใบนี้ ...ก็เป็นแนวคิดดี ๆ

ของ “คุณหมอลุยสวน” คนนี้.

Newspapers in Thai

Newspapers from Thailand

© PressReader. All rights reserved.