ป้อมมหากาฬ

Daily News Thailand - - ต่อข่าวหน้า 1 -

“อัศวิน” ยกพลเข้าบุกรื้อบ้านเรือนตามคำาสั่งศาล หวั่นบานปลายเร่งประสานตัวแทนเปิดโต๊ะเจรจา 3 ฝ่าย ยอมรับบทสรุปให้ กทม. เข้ารื้อได้12 หลัง ที่เหลือขอชะลอไว้ก่อน ด้านกรรมการสิทธิฯ ยื่ น ข้อเสนอช่วยหาทางออกอื่น ขณะที่รองผู้ว่าฯ ลั่น ต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายหากยังไม่มีคำาสั่ง เปลี่ยนแปลง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่ ป้อมมหากาฬ แขวงสำาราญราษฎร์ เขต พระนคร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีกำาหนดเข้าดำาเนิน การรื้อถอนบ้านเรือนชุมชนภายในบริเวณป้อม มหากาฬเป็นวันแรก ว่าบรรยากาศบริเวณด้าน นอกป้อมมหากาฬทางเจ้าหน้าที่ตำารวจได้ปิด การจราจรบนถนนมหาไชยตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อให้ เจ้าหน้าที่นำารถบรรทุก รถยก และอุปกรณ์ รื้อย้ายบ้านพร้อมกำาลังตำารวจกองบังคับการ ปราบปราม(บก.ป.) สน.สำาราญราษฎร์ กองพัน ทหารปืนใหญ่ที่ 1 รอ. เจ้าหน้าที่เทศกิจและ สำานักการโยธา กทม.กว่า 250 นายเตรียมพร้อม อยู่ด้านนอก ขณะที่ชาวชุมชนได้นำาแผ่นไม้และ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มาปิดกั้นประตูทางเข้าทั้ง 5 จุด

ต่อมา เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. นายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. นายภัทรุตม์ ทรร ทรานนท์ รองปลัด กทม. นายจักกพันธ์ุ ผิวงาม รองปลัด กทม. ได้นำากำาลังเจ้าหน้าที่จะเข้าไปใน ป้อมแต่ถูกชาวชุมชนรวมตัวกันขวางไว้โดยมี แกนนำาใช้โทรโข่งพูดปลุกใจชาวบ้านทำาให้ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดปะทะกำาลังกันเล็กน้อย เจ้าหน้าที่จึงได้ แต่เพียงรื้อถอนสังกะสีที่กั้นบริเวณสวนสาธารณะ ภายในป้อมและพื้นที่ส่วนที่เป็นชุมชน โดยมีกลุ่ม ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งมานั่งรวมตัวป้องกันไม่ให้ เจ้าหน้าที่เดินฝ่าเข้าไป

กระทั่งเวลา 10.00 น. ทั้ง 2 ฝ่ายได้ยอม ตกลงให้ตัวแทนของ กทม. และชาวชุมชนเปิด วงเจรจากันเพื่อหาข้อยุติ มีนางอังคณา นีละ ไพจิตร ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติร่วมเป็นสักขีพยานโดยบรรยากาศตึงเครียด เป็นระยะตลอดเวลาเจรจานานประมาณ 1 ชม. ก่อนได้ผลสรุปว่า กทม.รื้อถอนบ้านที่สมัครใจลง ทะเบียนยินยอมย้ายออกจากชุมชน 13 หลังจาก ทั้งหมด44 หลัง ซึ่งมี12 หลังที่จะรื้อถอนทั้งหมด ส่วนอีก 1 หลัง คือ บ้านเลขที่ 99 ของนางอุไร วัลย์ อึ้งภากรณ์ สร้างด้วยไม้สักทองทรงโบราณ ทาง กทม.จะอนุรักษ์เอาไว้ ขณะที่บ้านที่เหลือนั้น หลังจากนี้ กทม. จะประชุมหารือกับคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ ให้ประชาชนเดือดร้อนต่อไป

พล.ต.อ.อัศวิน เผยว่า การรื้อย้ายบ้านวัน นี้เป็นบ้านที่ผู้อยู่อาศัยเต็มใจและแจ้งเจตนารมณ์ ที่จะรื้อย้ายกับ กทม.แล้ว ส่วนบ้านโบราณ4 หลัง ในชุมชนทาง กทม.ยืนยันจะไม่รื้อถอนเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม กทม. ยังยืนยันที่จะดำาเนินการตาม กฎหมายให้เสร็จตามแผนหากไม่มีการหารือหรือ หาทางออกอื่นนอกจากนี้

ด้านนางอังคณา กล่าวว่า ข้อสรุปในวันนี้ กทม.จะรื้อถอนบ้านเพียง 12 หลังส่วนอีกหนึ่ง เรื่องที่ได้ขอให้ กทม.ดำาเนินการคือ ขอให้เด็กที่ เคยอาศัยในชุมชนยังคงได้เรียนหนังสือใน โรงเรียนอย่างถูกต้องและอยู่ในพื้นที่ที่เดินทางได้ สะดวก ขณะที่บ้านที่เหลือจะชะลอการรื้อถอน เพื่อศึกษาข้อกฎหมายว่าสามารถแก้ไขปรับปรุง ให้สามารถยุติเรื่องนี้หรือดำาเนินการรูปแบบอื่น อย่างสร้างสรรค์ได้หรือไม่ เช่น การสร้างเป็น อุทยานประวัติศาสตร์ที่มีผู้อาศัยอยู่ด้วย โดยตั้ง คณะกรรมการ 2 ฝ่ายขึ้นมาประชุมหารือร่วมกัน และมีคณะกรรมการสิทธิฯ คอยติดตามการดำาเนิน งานต่อจากนี้ รวมถึงจะเชิญคณะกรรมการ กฤษฎีกาและคณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าหารือเพื่อ ศึกษาข้อกฎหมายต่อไป

สำาหรับบ้านไม้ทรงโบราณอีก 3 หลังที่ไม่ ได้ถูกรื้อถอนในวันนี้และทาง กทม. จะอนุรักษ์เก็บ ไว้ ประกอบด้วย บ้านเลขที่ 97, 119 และ 129 ขณะที่บ้านที่เจ้าของแจ้งเจตนารมณ์จะรื้อย้ายนั้น ทาง กทม.ได้ช่วยขนย้ายข้าวของจนถึงเวลา 17.00 น. หากไม่แล้วเสร็จจะดำาเนินการต่อในวัน ที่4 ก.ย.นี้ โดย กทม.ได้จ่ายเงินชดเชยให้บางส่วน

รายงานข่าวแจ้งว่า การปรับปรุงพื้นที่ป้อม มหากาฬเป็นสวนสาธารณะมีแนวคิดตั้งแต่ปี 2503 ออก พ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดินปี 2535 และโอน กรรมสิทธ์ิให้ กทม.ตามเป็นลำาดับ มีเจ้าของที่ดิน 21 แปลง ปัจจุบันไม่มีเจ้าของบ้านรายใดที่เป็น ผู้สืบทอดกรรมสิทธ์ิจากเจ้าของที่ดินเดิมแต่มีผู้มา อยู่อาศัยภายหลัง ซึ่งการจัดกรรมสิทธ์ิที่ผ่านมา กทม.สามารถนำาพื้นที่มาปรับปรุงเป็นสวนได้ ประมาณ 2 ไร่จากทั้งหมด 4 ไร่ 3 งานโดยส่วนที่ เหลือไม่ยอมย้ายออกและต่อสู้คัดค้านร้องเรียนไป ยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งนำาเรื่องฟ้องต่อศาล ปกครองสูงสุด จนศาลมีคำาพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ เดือน ธ.ค. 47 ว่า กทม.มีสิทธิเข้ารื้อถอนชุมชน ได้ นอกจากนี้ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาและ ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ชี้ว่า กทม.สามารถดำาเนินการ รื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬได้

ต่อมาชาวบ้านได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง กลางอีกในกรณีที่ กทม.ได้ปิดประกาศให้ชุมชนรื้อ ย้ายออกจากพื้นที่ภายใน เม.ย. 59 แต่ศาลฯ วินิจฉัยว่าชุมชนไม่มีอำานาจฟ้องและไม่ได้เป็นผู้มี สิทธิตามกฎหมาย กทม. จึงได้เตรียมเข้ารื้อถอนจน นำามาสู่การเข้าพื้นที่ในวันที่ 3 ก.ย. ดังกล่าว.

ทราบชื่อภายหลังคือ นายภัทราวุธ ที ปะปาล อายุ 43 ปี และ นางมยุพรรณ ที ปะปาล อายุ 68 ปี ทั้งคู่เป็นแม่ลูกกัน อยู่บ้าน เลขที่ 17/73 ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสน ใน-เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ลักษณะ เหมือนคนมีฐานะ ใส่สร้อยคอและสร้อยข้อมือ ทองคำา ในกระเป๋ากางเกงมีเงินสดกว่า 50,000 บาท จากนั้นตำารวจได้ติดต่อญาติผู้เสียชีวิต โดย ทางญาติให้การสั้น ๆ ว่าทางบ้านผู้เสียชีวิตมี อาชีพค้าขาย และกำาลังจะเดินทางไปเที่ยว ตลาดน้ำาดอนหวาย

จากการสอบสวนพยานระบุว่า ก่อนเกิด เหตุรถเก๋งขับมาตามถนนปกติ ระหว่างนั้นมีรถ ปิกอัพรับขนส่งสินค้าวิ่งมาด้วยความเร็วสูง พุ่ง เข้าชนท้ายรถเก๋งจนเสียหลัก รถเก๋งหมุน เหวี่ยงไปตามถนน ก่อนจะไปฟาดกับเสาไฟฟ้า ข้างทางอย่างจัง จนทำาให้ 2 แม่ลูกเสียชีวิตคา ที่ดังกล่าว ส่วนรถปิกอัพคู่กรณีหลังก่อเหตุคน ขับได้ทิ้งรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ ทราบแล้วว่าเป็นรถขนส่งสินค้าบริษัทเอกชน แห่งหนึ่ง กำาลังติดต่อเจ้าของบริษัทเพื่อนำาตัว คนขับมาดำาเนินคดีต่อไป.

␛ ยังไม่รื้อ ..บ้านไม้ทรงโบราณ 1 ใน 4 หลัง ภายในชุมชนป้อมมหากาฬที่กทม.ยืนยันจะ ไม่รื้อถอนเด็ดขาด

Newspapers in Thai

Newspapers from Thailand

© PressReader. All rights reserved.