คนบ้านเพื่อนก็สน..เยือนบ้านเรา

Daily News Thailand - - วิถีชีวิต -

ก่อนถึงจุดหมายปลายทาง เราจะต้องผ่าน เมืองผา อัน ก่อน ซึ่งพี่อู๊ดเล่าว่าเมืองนี้กำาลังเติบโตคู่ขนานไป กับเมืองเมียวดี และขณะนี้กำาลังก่อสร้างโรงแรมกับ ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการค้าและการ ท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีเกี่ยวกับการขยายตัวนี้ทาง อูซอ เตง รองประธานหอการค้าแห่งรัฐกะเหรี่ยง บอกเรา ว่า...“นักธุรกิจที่นี่ต้องการไอเดียทำาธุรกิจมาก เนื่องจากเมียนมาปิดประเทศไปนาน จึงต้องการ ความรู้ใหม่ ๆ โดยเฉพาะกับธุรกิจเอสเอ็มอี ถ้าคน ไทยสนใจก็ยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่” อูซอเตง กล่าว พร้อมชี้ช่องทางให้นักลงทุนไทย

“เวลาที่เมียนมาจะช้ากว่าไทยครึ่งชั่วโมงนะ ครับ เวลานัดกันอย่าลืมว่าให้ใช้เวลาเมียนมา ไม่ใช่ เวลาเมืองไทยนะครับ” เสียงของพี่อู๊ดคนเดิมบอกเรา ระหว่างการเดิน ทางต่อไปยังจุดหมายถัดไป โดยเขาเล่าถึงเมืองผาอันที่เราเพิ่งจากมาว่า เป็นเมืองหลวงรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งปัจจุบันกำาลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำาคัญ คนที่นี่นิยมสินค้าไทยมาก โดยในห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวของเมือง อย่าง ห้างเพอลามิน (Phoe La Min Shopping Mall) ที่เราแวะ ชั้นวางสินค้า เต็มไปด้วยสินค้าอุปโภค-บริโภคจากฝั่งไทย อย่างไรก็ดี ขณะนี้ก็เริ่มมีการ ผลิตสินค้าที่เป็นแบรนด์ของเมียนมาเองขึ้นบ้างแล้ว แต่กระนั้น สินค้าจาก ไทยก็ยังเป็นที่หนึ่งในดวงใจของคนเมียนมาอีกนาน ซึ่งจุดนี้คือความได้เปรียบ ของคนไทยที่ไทยต้องศึกษา

จากผาอันเราวิ่งตามถนนเส้นเดิม มุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทาง ทั้งนี้ ตลอดข้างทางที่เราผ่าน นอกจากนาข้าวและเวิ้งนำ้าสุดลูกหูลูกตา เราพบ ว่าจะมีกลุ่มคนตั้งซุ้มเก็บเงินรถราที่แล่นผ่านอยู่เป็นระยะ ด้วยความสงสัย เราจึงสอบถามเรื่องนี้ และได้ข้อมูลว่าถนนที่ผ่านพื้นที่หรือหมู่บ้านต่าง ๆ นั้น ทางรัฐบาลได้ให้สัมปทานกับคนในท้องถิ่น สามารถจัดเก็บเงินเพื่อนำามาเป็นค่าบำารุง ถนนได้ โดยรถที่ขับผ่านต้องจ่ายค่าบำารุงที่ ว่านี้ คิดเป็นเงินแล้วตกไม่กี่ร้อยจ๊าด หรือ เป็นเงินไทยก็ราว 5-10 บาท ต่อ 1 ด่าน ซึ่งเท่าที่เราสังเกตเห็น แม้เป็นเงินไม่มาก แต่จากจำานวนด่านที่ต้องผ่านมากมาย ถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วก็หลักร้อยบาท เหมือนกัน

“รถป้ายแดงไม่ใช่รถป้ายแดง แบบบ้านเรานะครับ ที่เมียนมาป้ายแดง จะใช้กับรถแท็กซี่เท่านั้น ขณะที่รถส่วน บุคคลจะเป็นสีดำา และรถยนต์ของพระ เป็นป้ายเหลือง” พี่อู๊ดให้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ “รถในประเทศเมียนมา” และ ขณะที่เรานั่งรถมาได้ระยะหนึ่ง คณะก็จอด แวะเข้าห้องนำ้ากลางทาง และที่นั่นเอง เมื่อ ลงจากรถ เราก็ถูกห้อมล้อมด้วยแม่ค้า เมียนมาที่เสนอขาย “สินค้าท้องถิ่น” อย่าง “จาวตาล” กับ “กุ้งแม่นำ้าย่าง ขมิ้น” ซึ่งแรกได้เห็น ต้องยอมรับว่ากุ้งที่นี่ตัวเขื่องไม่เบา จนทำาให้หลายคนอยาก ลอง แต่ได้รับคำาเตือนคำาแนะนำาว่า... ถ้าอยากลองจริง ๆ ขอแค่ชิม เนื่องจาก อาหารที่ขายตามริมทางนั้น เรื่องสุขอนามัยยังไม่ได้มาตรฐานนัก ทำาเอาบางคน ชะงัก แต่สุดท้ายก็ยอมควักสตางค์ซื้อมาชิมกันเป็นพิธีพอให้ได้ประสบการณ์

ด้วยความที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ขณะรถแล่นอยู่หลายคนในรถจึงพัก สายตา แต่นอนยังไม่ทันอิ่มดีเราก็ถึงจุดหมายอย่าง เมืองเมาะละแหม่ง แล้ว โดยมี อนุสาวรีย์รูปหงส์ เป็นสัญลักษณ์บอกเราว่า ขณะนี้กำาลังเข้าสู่ เมือง หลวงของรัฐมอญ แล้ว สองข้างทางที่เราผ่านเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสไตล์ โคโลเนียลแบบยุโรป นอกจากนั้นยังพบว่าผู้คนที่นี่มีความหลากหลาย มีทั้งคน เมียนมาพุทธ คนเมียนมาฮินดู และคนเมียนมามุสลิม ซึ่งสะท้อนความเป็น “พหุ สังคม” ที่น่าสนใจของเมืองนี้อย่างมาก จนอดคิดไม่ได้ว่า...ทำาไมผู้คนถึงอยู่ร่วม กันได้อย่างสันติดีเหลือเกิน?...ที่แน่ ๆ เรื่องนี้ก็ยิ่งเติมเสน่ห์ให้กับเมืองเมาะละ แหม่งแห่งนี้

ทั้งนี้ แม้จะเยือนเมืองแห่งนี้แค่ชั่วเวลาสั้น ๆ แต่ก็มีโอกาสเยือน “จุด สำาคัญ” หลายแห่ง เช่น สะพานตานหล่วย ที่มีความยาว 3 กิโลเมตรและ ทอดตัวข้ามแม่นำ้าตานละวิน หรือสาละวิน โดยฝั่งตรงข้ามเมาะละแหม่งคือ เมือง เมาะตะมะ ที่เราคุ้นหูกันดี ทั้งนี้ ในบริเวณนี้เป็นจุดที่แม่นำ้าตานละวิน แม่นำ้าไจ และ แม่นำ้าเอทรัน มาบรรจบกัน ก่อนไหลสู่ทะเลอันดามัน และอีกจุดคือ วัดไจ๊ตาลาน หรือ ไจ๊ตะหลั่น (Kyaik Than Lan Pagoda) ที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ซึ่งมะเมียะ และ และเจ้าน้อยได้ใช้เป็นที่สาบานรักต่อกันเจ้า น้ อยได้ ใช้ เป็ นทีี่ สา บา นรั ก ต่ อ กั น โด โดยข้างบนนี้จะเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบยข้า ง บน นีีีี้ จะ เห็ นทิวทั ศ ด ยรอบ ซึ่งถ้าวันไหนฟ้าใสไม่ครึ้มฝนเหมือนวันที่ไป...เราคงเห็นอะไร ๆ ในเมียนมาได้ ชัดยิ่งขึ้น

บรรยากาศของเมืองเมาะละแหม่งนี้ ดูคึกคักกว่าผาอันและเมียวดี ด้วยความเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของเมียนมา แถมยังเป็นเมืองท่าที่สำาคัญ จึงทำาให้ความเจริญหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งที่นี่มีโรงแรมระดับ 4 ดาวตั้งอยู่ด้วย บนถนนสแตรนด์ ซึ่งเป็นถนนเลียบริมแม่นำ้าของเมือง ทั้งนี้ ผู้คนที่นี่ดูจะค้าขายกันเก่งไม่หยอก ดูจาก “จำานวนตลาด” ที่มีถึง 14 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ตลาดเอ๊าเซ ที่เป็นตลาดค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ที่สุด โดย นอกจาก “อาหารทะเล-สินค้าทะเลแปรรูป” ที่ขึ้นชื่อแล้ว ตลาดแห่งนี้ก็ยัง มีข้าวของที่ล้วนเป็น สินค้าไทย วางขายกันเต็มตลาด แถมบางชนิดมี “ฉลาก กำากับเป็นภาษาไทย” ด้วย

“ถ้าสินค้าไหนมีฉลากไทย ยิ่งขายดีครับ เพราะคนที่นี่จะชอบ สินค้าไทยมาก บางอย่างนิยมมากกว่าสินค้าจากจีนด้วยซำ้า” พี่อู๊ดคนเดิม ของเราให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ สะท้อนภาพ “รสนิยมของคนเมียนมา” ผ่าน ทางสินค้าจากไทย

นอกจากนั้น “ห้างสรรพสินค้าขนาด ใ ใหญ่” ชื่อ โอเชี่ยน ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่ มีชาวเมียนมาเป็น เจ้าของเอง ซึ่ ง ภายในห้างคล้าย ๆ ห้างค้าปลีกขนาด ใหญ่ของบ้านเรา โดยมีทั้งร้านเสื้อผ้า แฟชั่น ร้านเบเกอรี่ ร้านฟาสต์ฟู้ดไก่ร ทอดสัญชาติเกาหลีท รวมถึงมี “โรงภาพยนตร์” ด้วย ซึ่งวันนั้นมีภาพยนตร์เมียนมาเข้าฉายอยู่ 2 เรื่องื เป็นแนวรัก และแนวตลก ทั้งนี้ จากการสังเกตผู้คนที่เดินจับจ่ายใช้สอย ภายในห้าง ครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่น อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนวัยทำางาน ที่สะท้อนถึงความ เปลี่ยนแปลงในเมียนมานับตั้งแต่เปิดประเทศ ที่ทำาให้ เกิดกลุ่มชนชั้นกลาง ที ที่มีกำาลังซื้อเพิ่มขึ้น จนอาจบอกได้ว่า ถ้าใครอยากเห็น “วิถีคนเมียนมารุ่น ใหม่”ใ ก็ต้องลองมาเดินเล่นที่ห้างแห่งนี้ เพราะไม่เพียงได้เห็น “วิถีเมือง” แต่ ยังได้ยลยั “วิถีคน” ด้วย... ที่เมืองเมาะละแหม่งนี้ยังมี

ทั้งนี้ ธมลวรรณ เรืองขจร ผู้อำานวยการ ททท. สำานักงาน จ.ตาก ระบุว่าร เมาะละแหม่งมีเปอร์เซ็นต์นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ คนฝั่งนี้ก็อยากจะมาเที่ยวไทย เช่นกัน อยากจะเรียนรู้ไทยให้มากขึ้น ในฐานะ เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด เท่าที่สังเกต ที่นี่ยังมีโอกาสสำาหรับนักลงทุนไทยอยู่อีก มาก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว และร้านอาหาร เพราะอาหารไทยนั้นถือ เป็นเมนูที่คนเมียนมาชื่นชอบ ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสดีของไทย อย่างไรก็ดี ใน ส่วนของไทยก็ควรเรียนรู้และจับจุดเมียนมาให้ได้ส เพราะถ้าไม่รู้จักเขา แต่เขา เรียนรู้เราอยู่ฝ่ายเดียว อาจเกิดความไม่เข้าใจขึ้น จนเสียโอกาสดี ๆ ที่จะสนิท กับ “เพื่อนบ้าน” คนนี้ไป เพราะ “เมียนมา...วันนี้” ไม่เป็นเช่นอดีตแล้ว แม้วันนี้ “นาฬิกาในเมียนมา” จะช้ากว่าไทย แต่ในวันข้างหน้านั้น อาจไม่แน่เหมือนกัน.

Newspapers in Thai

Newspapers from Thailand

© PressReader. All rights reserved.