ค่าจ้างขั้นต า่� ‘ขึ้นอย่างไร’

Daily News Thailand - - การเมือง -

แม้คณะรัฐมนตรียังไม่ได้รับทราบและเห็นชอบ

มติอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าที่สุดไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง กรณี คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตา่�ใน 69 จังหวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 โดย 49 จังหวัด ปรับ ขึ้น 5 บาทเป็น 305 บาทต่อวัน ขณะที่ 13 จังหวัด ขึ้น 8 บาทเป็น 308 บาทต่อวัน และ 7 จังหวัด ขึ้น 10 บาทเป็น 310 บาทต่อวัน ส่วน 8 จังหวัดที่ไม่มีการปรับขึ้นคือ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

ทั้งนี้บอร์ดค่าจ้างได้น �า 10 ปัจจัยเกี่ยวข้องมา

พิจารณาก า�หนดเป็นสูตรคา�นวณ ได้แก่ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาการผลิต ความสามารถในการผลิต มาตรฐานการ ครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถธุรกิจ ผลิตภัณฑ์มวล รวมระดับประเทศ และสภาพเศรษฐกิจสังคม พร้อมเทียบเคียงกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ทว่า ฝ่ายผู้ใช้แรงงานโดยคณะกรรมการสมานฉันท์ แรงงานไทย (คสรท.) กลับเห็นต่างอ้างเหตุผลการปรับขึ้นในอัตราไม่ เท่ากันจะส่งผลถึงความเหลื่อมล า้� แม้อัตราที่เรียกร้องคือ 360 บาท แต่ เมื่อไม่ได้ก็อยากให้ปรับขึ้นในอัตราเดียวกันทั้งประเทศ เพราะ ข้าราชการที่อยู่ต่างพื้นที่ยังได้รับเงินเดือนมาตรฐานเดียวกัน

ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้

ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นตา่�อัตราเดียวกันทั่วประเทศคือ 300 บาทต่อวัน ส่ง ผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น ผู้ผลิต เจ้าของกิจการหรือผู้ ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวจนต้องปิดกิจการหรือย้าย ฐานการผลิต เกิดการหลั่งไหลแรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงานคนไทย รวมถึงปัญหาการว่างงาน ส่วนผู้ใช้แรงงานก็ประสบปัญหาการพัฒนา ศักยภาพ ขีดความสามารถที่ได้ไม่เท่ากับจา�นวนเงินค่าจ้างที่เพิ่ม การ ผลิตเท่าเดิมหรือน้อยกว่า ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายกับทุกครั้งที่มีการขึ้นค่า จ้างขั้นตา่�คนละอัตรา กระนั้นก็ยังไม่บานปลายจนถึงขั้นวิกฤติเศรษฐกิจ

เพราะการปรับค่าจ้างขั้นตา่�มิใช่การขึ้นเงินเดือน

ค่าจ้างขั้นตา่�จึงเป็นอัตราที่เพียงพอต่อการดา�รงชีวิตในปัจจุบัน แม้ทุก คนอยากได้ค่าจ้างขั้นต า่�อัตราเดียวกันทั้งประเทศเพื่อลดความเหลื่อม ล า้� แต่ความเป็นจริงในสังคม ยังมีความต่างทั้งความรู้ ความสามารถ ลักษณะงาน ฯลฯ ฉะนั้น “หลักพิจารณา” ควรมุ่งเน้น “ขึ้นอย่างไร” มากกว่า “ขึ้นเท่าไหร่” เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยนายจ้างและลูกจ้างต่างได้ประโยชน์ หรือหากเสียก็ควรเสียใน ระดับที่ยอมรับได้ ขณะที่ภาครัฐต้องพิจารณาเพิ่มเติมถึงมาตรการแรง จูงใจแก่นายจ้าง มาตรการพัฒนาศักยภาพผู้ใช้แรงงาน มาตรการช่วย เหลือด้านค่าครองชีพและมีสวัสดิการคุ้มครองอย่างเหมาะสม.

Newspapers in Thai

Newspapers from Thailand

© PressReader. All rights reserved.