พระบรมฯ

Daily News Thailand - - พิเศษ 4 -

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำาเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีวาระพิเศษ ที่จะพิจารณาเรื่องสำาคัญเพื่อส่งต่อให้สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำาเนินการต่อไป ซึ่งได้เชิญ คสช. เข้าร่วมรับทราบด้วย ซึ่งในการประชุมนัดพิเศษของ สนช. จะมีการ ถ่ายทอดสดตามปกติโดยมีโทรทัศน์รัฐสภาช่อง 10 เป็นช่องหลัก ในการถ่ายทอด และช่องอื่นสามารถเกี่ยวสัญญาณถ่ายทอดการ ประชุมได้ตามปกติ ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังการ ประชุม ครม. ยืนยันการประชุม ครม. เป็นวาระการอัญเชิญพระ มหากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นทรงราชย์ซึ่งภายหลังขั้นตอน สนช. การ เข้าเฝ้าฯ น่าจะเป็นภายใน 1-2 วันนี้

ต่อมาเมื่อเวลา 11.19 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชล ชัย เป็นประธานในการประชุม สนช. ครั้งที่ 76/2559 (เป็นพิเศษ) โดยนายพรเพชรได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า บัดนี้มีสมาชิก สนช.ได้เข้าร่วม ประชุม 243 คน ขอเปิดประชุมโดยเป็นการดำาเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบกับมาตรา 23ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ.2550 ตามที่ได้มีประกาศสำานักพระราชวังเรื่องพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

นายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่นร. 0503/44549 ลงวันที่ 29 พ.ย. 2559 แจ้งเรื่องการสถาปนาแต่งตั้งพระรัชทายาท ไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 แจ้งว่าบัดนี้ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรง แต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมารเป็นพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการ สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 แล้วครม.จึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภา ทราบ และเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบ และให้ประธานรัฐสภา อัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

นายพรเพชร แจ้งอีกว่า ตามที่ประชุม สนช. ซึ่งทำาหน้าที่ รัฐสภาได้รับทราบการแจ้งมติครม.แล้ว ในขั้นตอนต่อไปจะได้นำา ความกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหา วชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประชาชนชาวไทยสืบไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลตนขอให้สมาชิกทุกท่านโปรดยืน ขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยแด่สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่ จากนั้นประธานได้ให้สมาชิกสนช.กล่าวคำา ถวายพระพรพร้อมกัน “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” โดยที่ประชุม สนช.ได้ลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงและกล่าวคำาทรงพระเจริญเสียง กึกก้อง จากนั้นประธานที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 11.25 น. ทั้งนี้บรรยากาศการประชุมสมาชิกได้เดินทางเข้าร่วมประชุมอย่าง พร้อมเพรียงโดยแต่งกายด้วยชุดสากลนิยมไว้ทุกข์ และใช้เวลาใน การประชุมวาระพิเศษ 6 นาที

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรี วงศ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิรา ลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำารงสุบริบาล อภิคุณู ประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวาง ควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรี นฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา พรรณวดี และทรงมีพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้า ฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ศักด์ิพินิต (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงศ์บริพัตร) ได้กราบ บังคมทูลรับเสด็จแทนพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย ในคำากราบบังคมทูล มีข้อความว่า ภายหลังที่ได้ประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราช กัญญา เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2494 นั้น บัดนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ ทรงพระครรภ์อีกคำารบหนึ่งแล้ว การเสด็จฯ กลับครั้งนี้ คงจะทรงให้ความ หวังแก่ประชาชนว่าจะทรงมีพระราชโอรสเพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ประชาชนโดย ถ้วนหน้ากัน

ตามโบราณราชประเพณี การที่สมเด็จพระอัครมเหสีจะทรงมีพระ ประสูติกาลพระรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์จำาเป็นต้องมีราชสักขี หรือพยาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตั้งราชสักขีประกอบ ด้วย พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรี เป็นประธาน จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี พลเอกพระประจน ปัจจนึก ประธานสภาผู้แทนราษฎร พลตรีบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รัฐมนตรีมหาดไทย พระยาบริรักษ์เวชการ รัฐมนตรีสาธารณสุข หม่อมทวี วงศ์ ถวัลยศักด์ิ เลขาธิการสำานักพระราชวัง ทำาหน้าที่ราชสักขี โดยเมื่อ ทรงมีพระประสูติกาล ทางเจ้าหน้าที่สำานักพระราชวังจะทำาเอกสารรับรู้ของ ผู้เป็นราชสักขีไว้เป็นหลักฐานเก็บไว้ที่สำานักพระราชวัง 1 ฉบับ สภาผู้แทน ราษฎร 1 ฉบับ และกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 1 ฉบับ นอกจากนี้ เจ้า หน้าที่ยังได้จัดเตรียมทำาบัตรขนาดกว้างประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 2 นิ้วครึ่ง ไว้ 2 แผ่น ซึ่งมีสีแตกต่างกัน คือ สีฟ้า กับสีชมพู โดยบัตรสีฟ้า หมายถึง ประสูติเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ มีอักษรตัวพิมพ์ตัวใหญ่ว่า “พระราชโอรส” อยู่ใต้พระมหามงกุฎ ขณะที่บัตรสีชมพู หมายถึง ประสูติ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง มีคำาว่า “พระราชธิดา”

ในการนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จ กลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้มีการเตรียมแพทย์และพยาบาล จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อการสำาคัญยิ่งในครั้งนี้ แผ่นเสียงและกล้องสำาหรับการนี้ไว้อย่างพร้อมมูล

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 นั้น เมื่อเวลาบ่ายมากเข้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระประชวรพระครรภ์ถี่ ขึ้นเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ 5 นาที นายแพทย์ผู้ถวายการพระประสูติก็เข้า ประจำาที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชโอรส ในเวลา 17 นาฬิกา 45 นาที ซึ่งด้วยอารามตื่นเต้น นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอก กล่าวแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ว่า “พระราชโอรส” หรือ “พระราชธิดา” ได้กล่าวด้วยเสียงอันตื่นเต้นว่า “ผู้ชาย” แทนที่จะใช้ ว่า “พระราชโอรส” ขณะที่ความปลื้มปีติได้บังเกิดขึ้นทั่วไทย แม้แต่เจ้า หน้าที่วิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลก็ตื่นเต้นจนประกาศออกมาอย่าง ละลำ่าละลักว่าพระประสูติกาลนั้นเป็นวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2491 แทนที่จะเป็น 2495 ทั้งนี้ ในเวลาประสูตินั้น ฝนที่แล้งมาตลอดฤดูได้ เริ่มโปรยละอองลงมาเป็นอัศจรรย์ หลังมีพระประสูติกาล สายฝนก็ยัง คงโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบก บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งทัพบกและทัพเรือยิงสลุต 21 นัด เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องทั่วแผ่นดินไทย ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงถ่ายพระรูปฝีพระหัตถ์พระราชทาน แก่ประชาชนผ่านทางหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และต่อมาก็ได้พระราชทาน อีกเป็นระยะ ๆ ยังความปีติให้แก่พสกนิกรเป็นอันมาก โดยสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอที่ประสูติใหม่ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกที่ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ต่อมาเมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ 1 เดือน กับ 18 วัน พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ จัด “พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่” ขึ้น ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ.2495 โดยสมเด็จพระ สังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธ มนต์ในเย็นวันที่ 14 กันยายน

ในวันที่ 15 ก.ย. มีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ในห้องพิธี เริ่มด้วย พอถึงพระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง จรดพระกรรบิดกริบพระเกศา ทรงเจิม ทรงผูกด้ายพระขวัญ พระสงฆ์ สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์ประกอบพิธีลอยกุ้ง ปลาทอง มะพร้าวเงิน มะพร้าวทอง ลงในพระขันสาคร แล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพร ลา พระมหาราชครูเชิญเสด็จขึ้นพระอู่และเห่กล่อมเปิดศิวาลัยไกรลาศ ตามประเพณีพิธีของพราหมณ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางพระราชภัณฑ์ลงในพระอู่ตามพระราชประเพณี พระมหาราชครูเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้น พระอู่แล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท เวียนเทียน ครบรอบตามประเพณี โดยมีการจัดขับไม้มโหรีขับกล่อมถวายพระพรใน วาระนี้ และได้มีการถ่ายทอดเสียงผ่านทางวิทยุไปทั่วประเทศไทย พ.ศ.2520-2521 พระองค์ยังได้ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหาร บก ในประเทศไทย และทรงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตรี โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานประดับยศ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2520

ต่อมาใน พ.ศ.2522 พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาทหารที่ หน่วยรบพิเศษ ณ ฟอร์ทแบรก มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ทรง เข้าศึกษาหลักสูตรการรบพิเศษรูปแบบต่าง ๆ ทรงฝึกใช้อาวุธแบบต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงทรงเข้าร่วมการฝึกกระโดดร่มทั้งในบริเวณเขต ปลอดภัยและเขตอันตราย

พระองค์ทรงสนพระทัยทางด้านการบินด้วย โดยเมื่อครั้งทรงเข้า ศึกษาวิชาทหารที่สหรัฐอเมริกา ทรงได้ฝึกบินร่วมกับหน่วยเฮลิคอปเตอร์ ของกองทัพบกสหรัฐ ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบิน เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินปีกติดลำาตัว และเครื่องบินแบบเอฟ-5 (รุ่นพิเศษ) ตามลำาดับ ซึ่งพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินอย่างสูง โดย พระองค์ท่านทรงเป็นองค์หลักชัยด้านการทหาร ด้านความมั่นคงของ ประเทศไทย และปวงไทยต่างแซ่ซ้องเทิดพระเกียรติองค์ “เจ้าฟ้านักบิน” แห่งไทย

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 พระองค์ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณ สังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และสมเด็จพระธีรญาณ มุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวายอนุศาสน์ ทรงมีพระนามฉายาว่า “วชิราลงกรโณ ภิกขุ” เมื่อทรงผนวชแล้ว ได้เสด็จฯ ประทับ ณ พระตำาหนักปั้นหยา วัด บวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร มีพระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน ปุณฺณ โก) เป็นพระอภิบาล ระหว่างทรงผนวชทรงสนพระทัยในการศึกษาพระ ธรรม โดยทรงผนวชอยู่ 15 วันจึงทรงลาสิกขา

Newspapers in Thai

Newspapers from Thailand

© PressReader. All rights reserved.